Monday the 19th - Custom text here - Hostgator Coupon
  • Description slide 1

  • Description slide 2

  • Description slide 3

  • Description slide 4

ข้อมูลสภาพทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี

         ๑. ที่ตั้ง อาณาเขต

          ๑.1  ที่ตั้งและขนาด

           จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่สุดเขตชายแดนตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของภาค และเป็นอันดับ ๕ ของประเทศ มีแนวพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทาง ๔๒๘ กิโลเมตร คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (จากอำเภอเขมราฐถึงอำเภอน้ำยืน ติดต่อกับแขวงสะหวันนะเขต และแขวงจำปาสัก ระยะทาง ๓๖๑ กิโลเมตร) และราชอาณาจักรกัมพูชา (อำเภอน้ำยืน ติดกับจังหวัดพระวิหาร เป็นระยะทาง ๖๗ กิโลเมตร) โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ๖๒๙ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๖,๑๑๒ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๐.๖ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๙.๕ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

                 ทิศเหนือ          ติดจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                 ทิศใต้             ติดจังหวัดศรีสะเกษ และราชอาณาจักรกัมพูชา

                 ทิศตะวันออก    ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                 ทิศตะวันตก      ติดจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร

           ๑.2 ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะภูมิอากาศ

                 ๑.2.๑ ลักษณะภูมิประเทศ

                      จังหวัดอุบลราชธานีตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า แอ่งโคราช (Korat basin) สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ย ๖๘ เมตร (๒๒๗ ฟุต) ลักษณะโดยทั่วไป เป็นที่ราบสูงต่ำสลับกัน ลาดเอียงไปทางตะวันออกมีแม่น้ำมูล ไหลผ่านกลางจังหวัด จากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม มีลำน้ำสำคัญ ได้แก่ ลำเซบก ลำเซบาย ลำโดมใหญ่ ลำโดมน้อย และมีภูเขาซับซ้อนหลายแห่งบริเวณชายแดนทางตอนใต้ มีเทือกเขาที่สำคัญ คือ เทือกเขาบรรทัด และเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นอาณาเขตระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา

                 ๑.2.๒ ลักษณะภูมิอากาศ

                       ภูมิอากาศโดยทั่วไปคล้ายกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มีอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน และอากาศค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว ส่วนในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน

  ๑.3 การคมนาคม

                 จังหวัดอุบลราชธานี มีการคมนาคมขนส่งติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ และทางอากาศ ดังนี้

                 1.3.1 ทางรถไฟ มีรถด่วน รถเร็ว และรถไฟปรับอากาศด่วนพิเศษทุกวัน จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ สุดปลายทางที่อำเภอวารินชำราบ

                 1.3.2 ทางรถยนต์ สามารถใช้เส้นทางรถโดยสารประจำทางเดินทางภายในจังหวัดและจังหวัด
ต่าง ๆ ในภาคอีสาน ให้บริการทั้งรถบัสพัดลม ปรับอากาศ รถตู้ปรับอากาศ และรถสองแถว ตลอดจน
การเดินทางไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ระยอง พัทยา หัวหิน ภูเก็ต รวมทั้งมีรถโดยสารระหว่างประเทศ จากอุบลราชธานี ไปยัง เมืองปากเซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                 1.3.3 ทางอากาศ จังหวัดอุบลราชธานี มีสนามบินนานาชาติ ๑ แห่ง มีเส้นทางบิน อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ และอุบลราชธานี-เชียงใหม่

           1.4 ด้านทรัพยากร

                 1.4.๑ ทรัพยากรป่าไม้

                       พื้นที่ป่าไม้ (อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน ป่าสงวนฯ) มีพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ๓,๖๙๐,๒๓๐ ไร่ แยกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน ๕๐ ป่า อุทยานแห่งชาติ จำนวน ๔ แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน ๒ แห่ง และวนอุทยานแห่งชาติ จำนวน ๒ แห่ง ป่าไม้ถาวรที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน ๒๓๙,๕๗๐ ไร่ พื้นที่ป่าที่มีอยู่จริง จำนวน ๑,๖78,332 ไร่ และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จำนวน ๒,๐๑๑,๘๙๘ ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี ลักษณะป่าไม้ที่พบคือ ป่าไม้ มีทั้งป่าเต็งรังหรือป่าแดงที่มีอยู่ทั่วไป ป่าดิบแล้งและป่าผสมในเขตอำเภอน้ำยืน ส่วนป่าเบ็ญจพรรณมีอยู่ในบริเวณอำเภอเขมราฐ อำเภอบุณฑริก และอำเภอพิบูลมังสาหาร ไม้ส่วนใหญ่ เป็นไม้กระยาเลย ได้แก่ ไม้พะยูง ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เคี่ยม ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้ชุมแพรก ไม้กันเกรา เป็นต้น และป่าไม้ที่เหลือไม่เพียงพอที่จะรักษาสภาพอากาศแหล่งต้นน้ำลำธาร และการพังทลายของดินได้ ได้แก่ ป่าเต็งรังหรือป่าแดง ที่มีอยู่ทั่วไป

                 1.4.๒ ทรัพยากรแร่ธาตุ

                       จาการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีแร่อโลหะเพียงชนิดเดียว ได้แก่ เกลือหิน ซึ่งพบแล้ว ๒ แห่ง คือ อำเภอเมืองอุบลราชธานี ๑ หลุม ลึก ๔๕๗ ฟุต มีเกลือหินหนา ๑๗๙ ฟุต และที่อำเภอตระการพืชผลอีก ๑ หลุม ลึก ๓๖๑.๕ ฟุต มีเกลือหนา ๓๖๖.๕ ฟุต ขณะนี้มีการ
นำเกลือหินมาใช้เพียง ๑ แห่ง คือ ที่อำเภอตระการพืชผล นอกจากนี้มีทรัพยากรแร่ที่อยู่ในรูปของหิน
ชนิดต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น หินบะซอลต์ หินทราย และแร่รัตนชาติ เป็นต้น

                 1.4.๓ ทรัพยากรน้ำ

                       1) แหล่งน้ำธรรมชาติ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดปลายน้ำ มีแม่น้ำหลายสายของ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไหลมาบรรจบกัน มีแม่น้ำที่สำคัญ ดังนี้

                            - แม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านหลายประเทศ ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดอุบลราชธานี
มีระยะทางประมาณ ๑๕๗ กิโลเมตร ผ่านท้องที่อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ และไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอโขงเจียม ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                            - แม่น้ำมูล เฉพาะตอนที่ไหลผ่านจังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอโขงเจียม

                            - แม่น้ำชี ไหลผ่านจังหวัดอุบลราชธานีในท้องที่อำเภอเขื่องใน และบรรจบกับแม่น้ำมูล แม่น้ำชีมีน้ำไหลผ่านตลอดปี แต่ในช่วงฤดูแล้งจะมีปริมาณน้ำเหลือน้อยไม่เพียงพอที่จะสามารถนำไปใช้
ในการเกษตรได้

                            - ลำเซบก เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานี กับอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยไหลผ่านอำเภอตระการพืชผล อำเภอดอนมดแดง อำเภอเหล่าเสือโก้ก และไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอตาลสุม

                            - ลำเซบาย ไหลมาจากจังหวัดยโสธร ผ่านอำเภอเขื่องใน อำเภอม่วงสามสิบ และอำเภอเมืองอุบลราชธานี โดยเป็นเส้นแบ่งเขตทั้ง ๓ อำเภอ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำมูลที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี

                       ๒) แหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน จังหวัดอุบลราชธานี มีเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ รวมทั้งผลิตกระแสไฟฟ้า ๒ เขื่อน คือ

                  - เขื่อนสิริธร ตั้งอยู่อำเภอสิรินธร ลักษณะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดเขื่อนสูง ๔๒ เมตร ยาว ๙๕๐ เมตร สันเขื่อนกว้าง ๗.๕๐ เมตร เก็บน้ำได้ ๑,๙๖๖.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ๓๖,๐๐๐ กิโลวัตต์ ส่งน้ำช่วยเหลือทางการเกษตร ได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ไร่

                             - เขื่อนปากมูล ตั้งอยู่ที่อำเภอโขงเจียม ลักษณะเป็นฝายกั้นน้ำขนาดใหญ่ ความสูงเฉลี่ย ๑๗ เมตร ยาว ๓๐๐ เมตร ติดตั้งประตูควบคุมการระบายน้ำฉุกเฉินขนาดใหญ่ ๘ บาน สามารถระบายได้สูงสุดถึง ๑๘,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร/วินาที สามารถระบายน้ำหลากได้เท่ากับสภาพน้ำเดิม ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ๔ เครื่อง ผลิตกำลังไฟฟ้า ๑๓๖ เมกกะวัตต์ หรือปีละ ๒๘๐ ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง อำนวยประโยชน์ด้านการเกษตรได้ประมาณ ๑.๖ แสนไร่

           ๑.5 การสาธารณสุข

                 การพัฒนางานสาธารณสุขของจังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้ความสำคัญทั้งงานตามนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาสุขภาพของพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพการบริการ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีสุขภาพดี โดยการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ การคุ้มครองผู้บริโภคและการบริหารจัดการ

                 ๑.5.๑ สถานพยาบาล

                        1) สถานบริการสุขภาพ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่

- โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลสรรรพสิทธิประสงค์  จำนวน 1 แห่ง

- โรงพยาบาลชุมชน ระดับ S  (standard level)  จำนวน 3 แห่ง (โรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ โรงพยาบาลวารินชำราบ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม)

- โรงพยาบาลชุมชน ระดับ M 2  (Middle Level) จำนวน 2 แห่ง (โรงพยาบาลตระการพืชผล โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร)

- โรงพยาบาลชุมชน ระดับ F2  (First 2 Level)  จำนวน    15  แห่ง

- โรงพยาบาลชุมชน ระดับ F3 (First 3 Level)   จำนวน      5  แห่ง

- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)       จำนวน  317  แห่ง

- สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.)            จำนวน      5  แห่ง

- ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาล                    จำนวน    36  แห่ง

2) สถานบริการสุขภาพ สังกัดกระทรวงอื่น จำนวน 2 แห่ง ได้แก่

                          - โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย

                          - โรงพยาบาลกองบิน 21 สังกัดกระทรวงกลาโหม

                          -  สถานบริการสาธารณสุขเทศบาล สังกัดกระทรวงมหาดไทย   จำนวน  10  แห่ง

3) สถานบริการเอกชน  จำนวน 4 แห่ง ได้แก่

- โรงพยาบาลราชเวช

- โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรี

- โรงพยาบาลเอกชนร่มเกล้า

- โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์อินเตอร์

 

 

                 ๑.5.๒ บุคลากรด้านสาธารณสุข

                          1) แพทย์         จำนวน     416 คน  อัตราส่วน 1 คนต่อประชากร    4,465  คน

                          2) ทันตแพทย์    จำนวน     109 คน  อัตราส่วน 1 คนต่อประชากร  17,041  คน

                          3) เภสัชกร       จำนวน     222 คน  อัตราส่วน 1 คนต่อประชากร    8,367  คน

                          4) พยาบาลวิชาชีพจำนวน  2,955 คน  อัตราส่วน 1 คนต่อประชากร       624 คน

           1.6 สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

                 - ศาลหลักเมืองอุบลราชธานี ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของทุ่งศรีเมือง และอยู่ด้านทิศเหนือของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ถนนศรีณรงค์

                 - วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี  สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 มีหอพระพุทธบาทเป็นอุโบสถที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม
มีลักษณะของศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทร์ผสมอยู่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ทุกด้าน และภายในวัดยังมีหอพระไตรปิฎกเป็นหอที่สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่กลางสระน้ำเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก
มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า และลาว

                 - ทุ่งศรีเมือง มีลักษณะคล้ายสนามหลวง เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายและที่สำคัญ
มีอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (ท้ายคำผง) ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองอุบลราชธานี

                 - วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)  ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี
ถนนอุปราช สร้างเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2398 สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคือ "พระแก้วบุษราคัม" เป็นพระพุทธปฏิมากรปรางมารวิชัยสมัยเชียงแสนแกะสลักจากแก้วบุษราคัม      

                 - วัดหนองบัว ตั้งอยู่ถนนธรรมวิถี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2498 ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ
คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยาประเทศอินเดียเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุรอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว

                 - วัดมหาวนาราม ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี หรือที่ทั่วไปเรียกว่า "วัดป่าใหญ่" เป็นวัดเก่าแก่ และถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี
ปูชณียวัตถุที่สำคัญของวัดนี้ คือ “พระเจ้าใหญ่อินแปลง” เป็นพระพุทธรูปปรางมารวิชัย

                 - วัดสุปัฎณารามวรวิหาร  ถนนสมเด็จ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุติ 
วัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4

                 - พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่ทำการศาลากลางจังหวัด ซึ่งนับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์
ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งเปิดทำการตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์จาก 9.00 - 16.00 น.

                 - วัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ ต.โนนโหนน อ.วารินชำราบ ห่างจากตัวจังหวัดไปทาง อ.กันทรรักษ์ ตามทางหลวงหมายเลข 2178 ประมาณ 8 กิโลเมตร บริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ 186 ไร่เศษ ในอดีตนั้น
เคยเป็นวัดร้างและเป็นป่าช้ามาก่อน จนปี พ.ศ. 2497 หลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถระ) ได้บุกเบิกปรับปรุง
ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรมและได้จัดตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัดในเวลาต่อมา ภายในบริเวณวัดเงียบ ร่มรื่น สวยงามเหมาะแก่การนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานและบำเพ็ญศาสนกิจ

                 - แก่งสะพือ เป็นแก่งที่อยู่ในแม่น้ำมูล ในเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี 45 กิโลเมตร เป็นแก่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี จะมีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน แล้วเกิดเป็นฟองขาว มีเสียงดังตลอดเวลาช่วงเดือนมกราคม - พฤษภาคม จะมีผู้นิยมไปเที่ยวกันมาก เพราะว่าน้ำจะลดทำให้เห็นแก่งได้ชัดเจนและสวยงาม ในช่วงสงกรานต์เทศบาลตำบลพิบูลมังสาหาร ได้กำหนดจัดงานประเพณีสงกรานต์ที่แก่งสะพือ ซึ่งในงานนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก

                 - เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนเอนกประสงค์อีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน เขื่อนนี้กั้นลำโดมน้อยใน
เขตอำเภอสิรินธร ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า "เขื่อนโดมน้อย" อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 7 กิโลเมตร
สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "เขื่อนสิรินธร" อำนวยประโยชน์ด้านชลประทาน การประปา การคมนาคมทางน้ำ
การผลิตกระแสไฟฟ้า และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด ภายในบริเวณเขื่อนได้มีการจัดสวนที่มีพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด สำหรับให้เที่ยวชมเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ

                 - ช่องเม็ก เป็นจุดผ่านแดนไทย - ลาว ในเขตอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคอีสาน ที่สามารถเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทางพื้นดินในขณะที่จุดอื่นจะต้องข้ามลำน้ำโขง ช่องเม็กห่างจากจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ  90 กิโลเมตร

                 - สามพันโบก ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ลักษณะเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณเดือนมกราคม – เมษายน) ทั้งนี้ ที่เรียกว่า "สามพันโบก" เพราะบนแก่งหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง (คำว่า "โบก" เป็นภาษาลาว แปลว่า "แอ่ง") จึงเรียกที่นี่ว่า สามพันโบก

                 - อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตั้งอยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 95 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพานนับว่า
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมีลักษณะเด่นที่ภาพเขียนสี ภูมิประเทศโดยรอบสวยงามด้านตรงข้าม
เป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทยในบริเวณดังกล่าวด้วย

                 - ผาชนะได ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม ภูมิประเทศเป็นป่าสนสองใบตามธรรมชาติที่ขึ้นอยู่บริเวณหน้าผา เมื่อมองทะลุป่าสนสองใบจะเห็นภูเขาทะมึนสลับซับซ้อนของประเทศลาว เป็นฉากอยู่ข้างหลังตัดกับท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนและลำน้ำโขงที่อยู่ด้านข้างโดยจุดนี้เป็นจุดพยากรณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นของกรมอุตุนิยมวิทยา

                 - น้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกลงรู ตั้งอยู่ในอำเภอโขงเจียม ลักษณะเป็นน้ำตกขนาดเล็ก
เกิดจากการถูกน้ำกัดเซาะ เนื่องจากหินทรายทนต่อการถูกกัดกร่อนน้อยเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก และพิเศษ คือ สายน้ำจากลำห้วยท่าล้งจะตกลงปล่องหินลงสู่เบื้องล่าง ซึ่งมองดูแล้วคล้ายกับแสงจันทร์ที่เต็มดวง
ได้สาดส่องลงมา อีกทั้งเมื่อสายน้ำกระทบสู่ผืนน้ำเบื้องล่างยังจะกระจายตัวเป็นรูปหัวใจสีขาวอย่างน่าอัศจรรย์ บริเวณด้านล่างนั้นเป็นถ้ำ ซึ่งสามารถตั้งแคมป์ได้เป็นอย่างดี ฤดูที่ควรไปเที่ยว คือ ฤดูฝน ถึงย่างเข้าฤดูหนาว

                 - แม่น้ำสองสี ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหลมาบรรจงกับแม่น้ำโขง ทำให้เกิดสีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน คือแม่น้ำโขงมีสีน้ำตาลอ่อน (สีชา) ส่วนแม่น้ำมูลมีสีชาแกมเขียว นิยมพูดกันติดปากว่า "โขงสีปูนมูลสีคราม" จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีได้อย่างชัดเจนคือบริเวณลาดริมฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำโขงหน้าวัดโขงเจียม   และบริเวณบางส่วนของบ้านห้วยหมากใต้ ในเดือนเมษายน จะเป็นเดือนที่เห็นสีน้ำได้ชัดเจนที่สุดและบริเวณใกล้เคียงมีบริการเรือพาล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ หรือซื้อของที่ระลึกที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกด้วย

                 - อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ  อยู่ในท้องที่ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม และตำบล
คำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เดิมชื่อว่า อุทยานแห่งชาติหินกอง ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 มีเนื้อที่ประมาณ 50,000 ไร่ แก่งตะนะจะมีสายน้ำเชี่ยวและลึก
ทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำ หลายแห่งจึงทำให้ปลาบริเวณแก่งตะนะชุกชุม

                 - อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบุณฑริก และอำเภอนาจะหลวย
มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพูชา เป็นพื้นที่ป่าอยู่ในส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยภูเขาเล็กภูเขาน้อยมากมาย เช่น ภูจอง-
นายอย ภูจองน้ำซับ ภูจอง ภูจันทร์แดง ภูพลานสูง เป็นต้น มีสภาพป่าสมบูรณ์ สภาพธรรมชาติที่สวยงามและมีสัตว์ป่าชุกชุม

 

๒. ด้านการปกครอง และ ประชากร

           จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ ๒๑๖ ตำบล ๒,๖๙๙ หมู่บ้าน ๕66,352  ครัวเรือน มีประชากรรวมทั้งสิ้นจำนวน ๑,๘๖๒,๙๖๕ คน จำแนกเป็น ชาย 93๓,๐๘๔ คน และหญิง  92๙,๘๘๑  คน ดังนี้

 

ตารางที่ ๑  ข้อมูลการแบ่งการปกครอง

ที่

อำเภอ

หมู่บ้าน

ตำบล

อบต.

เทศบาล

เนื้อที่

(ตร.กม.)

ระยะทางจากจังหวัด (กม.)

นคร

เมือง

ตำบล

อำเภอเมืองฯ

155

11

8

1

1

3

406.39

-

อำเภอวารินชำราบ

192

15

9

-

1

7

584.00

5

อำเภอเดชอุดม

243

16

14

-

1

4

1,416.00

45

อำเภอพิบูลมังสาหาร

180

13

10

-

1

4

1,277.95

45

อำเภอเขมราฐ

123

9

4

-

-

6

522.16

104

อำเภอเขื่องใน 

182

18

16

-

-

3

772.82

38

อำเภอตระการพืชผล

234

23

22

-

-

1

1,306.00

50

อำเภอม่วงสามสิบ

158

14

14

-

-

1

917.54

34

อำเภอน้ำยืน

101

7

5

-

-

3

845.50

110

๑๐

อำเภอบุณฑริก

126

8

6

-

-

3

1,402.00

92

๑๑

อำเภอศรีเมืองใหม่

121

11

11

-

-

1

1,310.00

83

๑๒

อำเภอโขงเจียม 

52

5

5

-

-

1

901.80

85

๑๓

อำเภอกุดข้าวปุ้น

75

5

5

-

-

1

320.00

78

๑๔

อำเภอนาจะหลวย

78

6

5

-

-

2

632.00

122

๑๕

อำเภอตาลสุม

59

6

6

-

-

1

505.11

32

๑๖

อำเภอโพธิ์ไทร

71

6

6

-

-

1

301.00

99

๑๗

อำเภอสำโรง

108

9

8

-

-

1

416.00

28

๑๘

อำเภอสิรินธร

76

6

5

-

-

2

370.01

75

๑๙

อำเภอดอนมดแดง

47

4

4

-

-

-

235.00

35

๒๐

อำเภอทุ่งศรีอุดม

52

5

5

-

-

-

307.00

75

๒๑

อำเภอนาเยีย

35

3

1

-

-

3

229.00

40

๒๒

อำเภอนาตาล 

64

4

4

-

-

-

194.84

103

๒๓

อำเภอเหล่าเสือโก้ก

55

4

3

-

-

1

284.00

23

๒๔

อำเภอสว่างวีระวงศ์

57

4

1

-

-

3

270.00

29

๒๕

อำเภอน้ำขุ่น

55

4

2

-

-

2

386.50

90

 

รวม

2,699

216

185

1

4

54

16,112.62

 

 

๓. ด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม

           สังคมของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นสังคมครอบครัวใหญ่ มีวัฒนธรรมและประเพณีความเป็นอยู่
ที่เรียบง่าย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีขนบธรรมเนียมและเทศกาลที่สำคัญ ดังนี้

           ๓.๑ การศาสนา

                 ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัดและสำนักสงฆ์ รวมทั้งพุทธสถานกระจายตัวกันอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ดังนี้

- วัด/สำนักสงฆ์  จำนวน ๑,๖๙๔  แห่ง เป็นพระอารามหลวง จำนวน ๓ แห่ง

๑. วัดสุปัฏนารามวรวิหาร (ธรรมยุติ)

๒. วัดมหาวนารามวรวิหาร (มหานิกาย)

๓. วัดศรีอุบลรัตนารามวิหาร (ธรรมยุติ)

- ที่พักสงฆ์              จำนวน ๖๖๐ แห่ง

- พระภิกษุ             จำนวน ๙,๗๗๕ รูป

- สามเณร               จำนวน ๓,๒๗๓ รูป

           ๓.๒ การวัฒนธรรม

                 ๓.๒.๑ ประเพณีท้องถิ่น

                 - การทำบุญบั้งไฟ ประเพณีทำบุญบั้งไฟ คือบุญเดือนหก ทำขึ้นบูชาอารักษ์มเหศักดิ์หลักเมืองถือเป็นประเพณีขอฝนที่ได้ทำมาตั้งแต่บรรพกาล คือ บั้งไฟน้อย บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน การแห่บั้งไฟมัก
จะจัดเป็นขบวนฟ้อนรำ หรือเซิ้งซึ่งมีลีลาที่งดงามอ่อนช้อยตามประเพณีของหมู่บ้านนั้นๆ

                 - ไหลเรือไฟ เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในวันออกพรรษา คือการปล่อยเรือไฟ ชาวอุบลฯ เรียกว่า "ไหลเฮือไฟ" คือการนำเอาท่อนกล้วย หรือท่อนไม้มาทำเป็นรูปเรือ เวลาประมาณทุ่มเศษ ก็จะนำมาจุดไฟ โดยใช้ขี้ไต้หรือน้ำมันยางแล้วปล่อยเรือให้ไหลไปตามน้ำจะมีการตีฆ้องตีกลองตามวัดต่าง ๆ พระสงฆ์
จะจัดทำเรือไฟขึ้นในวัดตรงหน้าโบสถ์ ตอนกลางคืนจะนำดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชา เป็นพุทธบูชา

           -  ประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาของชาวจังหวัดอุบลราชธานี โดยกำหนดให้จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 และแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี มีการประกวดต้นเทียน สำหรับต้นเทียนที่ส่งเข้าประกวดมี 2 ประเภท คือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลักและมีขบวนแห่อันวิจิตรตระการตา

                 ๓.๒.๒ เทศกาลสำคัญ  งานเทศกาลการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย

                 - เทศกาลท่องเที่ยวรับตะวันใหม่ก่อนใครในสยาม (ธ.ค.–ม.ค.)

                 - เทศกาลมหาสงกรานต์เมืองอุบลฯและเทศกาลอาหารไทย – อินโดจีน ( 13-15 เมษายน )

                 - งานประเพณีแห่เทียนพรรษา (ก.ค.)

                 - สนามแข่งเรือยาวอีสานใต้ (ก.ย.-ต.ค.)

                 - งานบุญออกพรรษา ไหลเรือไฟและบั้งไฟพญานาค

                 ๓.๒.๓ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
มีการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมมาหลายชั่วอายุคน จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เช่น

                 -  กลุ่มอาชีพทำเครื่องทองเหลือง (บ้านปะอาว) มีเอกลักษณ์โดดเด่นอันเป็นลักษณะเฉพาะของการทำเครื่องทองเหลืองบ้านปะอาว คือ วิธีการหล่อในแบบที่เรียกว่า ขี้ผึ้งหายหรือ แทนที่ขี้ผึ้ง การหล่อแบบนี้เป็นกระบวนการหล่อโลหะที่มีมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์และคุณค่าทางมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งนับวันจะหายากขึ้นทุกขณะ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หาดูได้ยาก

                 -  กลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม เทียนหอมมีลักษณะเด่น สมจริงที่สุด โดยเฉพาะขอบและเส้นใยที่ทำขึ้นอย่างละเอียดของใบไม้อันเป็นลวดลายเสมือนและเป็นจุดขายที่ไม่ว่าใครก็ต้องสะดุดตาในความประณีตของงาน

 

. ด้านเศรษฐกิจ

           ๔.๑ การขยายตัวของเศรษฐกิจ

                 เศรษฐกิจโดยรวม ของจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Products of Ubonratchathani  แบบ Bottom up) ปี 2557 โดยการจัดเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัด มีมูลค่า 173,990  ล้านบาท เพิ่มขึ้น  2,283  ล้านบาท จากปี 2556 โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอุบลราชธานีต่อประชากร (Gross Provincial Products Per Capita) เท่ากับ 100,864 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6  จากปี 2556 จากจำนวนประชากร 1.725 ล้านคน

                 อัตราการเจริญเติบโต ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ขยายตัวร้อยละ 2.8 ชะลอตัว
จากที่ขยายตัว   ร้อยละ 3.6 ในปี2556 จากการขยายตัวของสาขาการผลิตที่เป็นโครงสร้างสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่  สาขาการขายส่งขายปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4  สาขาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2  สาขาเกษตรกรรมฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 สาขาตัวกลางทางการเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 และสาขาอสังหาริมทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ1.3

                 ประชากรในจังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพด้านการเกษตรเป็นส่วนใหญ่โดยมีการทำนาปี
เป็นหลัก มีการปลูกพืชไร่ที่สำคัญคือการปลุกมันสำปะหลัง การปลูกไม้ยืนต้นที่สำคัญคือยางพารา ปาล์มน้ำมัน การปลูกไม้ผลที่สำคัญคือ มะม่วง ลำไย การปลูกพืชผักที่สำคัญ พริกเม็ดใหญ่ (พริกหัวเรือ) มีการเลี้ยงสัตว์ และทำประมงในบางพื้นที่ของจังหวัด ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ทั้งหมด 10.06 ล้านไร่ เป็นเนื้อที่
ถือครองด้านการเกษตร 5.8 ล้านไร่ โดยแยกเป็นที่นา 4.2 ล้านไร่ ที่พืชไร่ 0.4 ล้านไร่ ที่ไม้ผลไม้ยืนต้น 0.4 ล้านไร่ และที่การเกษตรอื่นๆ 0.1 ล้านไร่

                 จังหวัดอุบลราชธานี มีนิติบุคคลทั้งสิ้น จำนวน 7,363 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 45,188 ล้านบาท  โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินกิจการ จำนวน 3,443 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 34,452 ล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 1,162 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 2,281 ราย

           ๔.2 การท่องเที่ยว

                 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานีได้สรุปสถิติท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ในปี 2556  มีจำนวนนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 1,438,916 คน เป็นชาวไทย 1,372,493 คน เป็นชาวต่างชาติ 66,423 คน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มจากปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 10.06  มีรายได้จากนักท่องเที่ยวรวม 5,333.13 ล้านบาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณคนละ 1,188.62 บาท โดยจังหวัดอุบลราชธานีมีโรงแรม รีสอร์ท และอพาร์ทเมนท์รายวัน จำนวน  83 แห่ง รวม 4,066 ห้อง มีบริษัทนำเที่ยว 34 แห่ง มัคคุเทศก์ 87 คน บริษัทเช่ารถ 10 แห่ง สายการบิน 3 สาย ระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ย 2.56 วันต่อคน

                 ในปี พ.ศ.2555  สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาการหลอกลวงและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานีขึ้น เพื่อช่วยดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย แก้ไขปัญหาการหลอกลวงและป้องกันการเอารัด
เอาเปรียบนักท่องเที่ยว ช่วยเหลือ เยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานีและเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์อาชญากรรมหรือภัยต่างๆ โดยมิได้เกิดจากความประมาท เจตนา หรือกระทำที่ผิดกฎหมายของนักท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการจำนวน 4 แห่ง ซึ่งจะปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 20.30 น ดังนี้

  1. สำนักงานศูนย์แก้ไขปัญหาการหลอกลวงและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี
  2. ศูนย์ปฏิบัติงานท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี
  3. ศูนย์ปฏิบัติงานสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี
  4. ศูนย์ปฏิบัติงานสถานีรถไฟอุบลราชธานี

           ๔.๓ การค้าชายแดน

                 จังหวัดอุบลราชธานี มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีช่องทางการค้ารวม 7 จุด จำแนกเป็นจุดผ่านแดนถาวร 2 แห่ง และจุดผ่อนปรน 5 แห่ง

  1. 1. ช่องทางการค้ากับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 6 จุด จุดผ่านแดนถาวร  จำนวน 2  จุด  ได้แก่ (1) ด่านพรมแดนช่องเม็ก ตั้งอยู่เขตรอยต่อพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร กับด่านวังเต่า  (2) ด่านพรมแดนปากแซง  ตั้งอยู่ที่บ้านปากแซง อำเภอนาตาล ตรงข้ามกับ บ้านตาดสะพาน เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน จุดผ่อนปรน  จำนวน 4 จุด ได้แก่ (1) อำเภอเขมราฐ ติดต่อกับแขวงสะหวันนะเขต  (2) บ้านสองคอน หมู่ที่ 1 ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร ติดต่อกับแขวงสาละวัน (3) บ้านด่านเก่า หมู่ที่ 1 ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม ติดต่อกับแขวงจำปาสัก (4) ช่องตาอู บ้านหนองแสง หมู่ที่ 3 ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก ติดต่อกับแขวงจำปาสัก

                 มูลค่าการค้าชายแดนไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในภาวะปกติและ
มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยสินค้าหลักในการส่งออกยังเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง ของใช้ประจำวัน และวัสดุก่อสร้าง แสดงให้เห็นถึงความต้องการอุปโภค-บริโภค และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จากการนำเข้าสินค้ากสิกรรม และพลังงานไฟฟ้า

  1. 2. ช่องทางการค้ากับราชอาณาจักรกัมพูชา จำนวน 1 จุด คือจุดผ่อนปรนช่องอานม้า ตั้งอยู่บ้านน้ำยืน หมู่ที่ 6 ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน ติดต่อกับ บ้านสะเตียลกวาง อำเภอจอมกระสาน จังหวัด
    พระวิหาร

                 การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ในช่วงการเตรียมพร้อมยกระดับจุดผ่อนปรนช่องอานม้า
ขึ้นเป็นด่านถาวร โดยปัจจุบันเปิดทำการเฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี เมื่อยกระดับขึ้นเป็นด่านถาวร
ได้แล้ว จะทำให้การค้าขาย ขนส่งสินค้าทำได้สะดวกขึ้น ผู้บริโภคชาวกัมพูชา นิยมสินค้าไทยมากเนื่องจาก
เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยสินค้าที่นิยมซื้อ-ขายกัน ได้แก่ สินค้าอุปโภค-บริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง และวัสดุทางการเกษตร เป็นต้น

           ๔.๔ แหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง

                 - สหกรณ์ศูนย์เศรษฐกิจชุมชนอุบลราชธานี จำกัด ที่ตั้งบริเวณศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุบลราชธานี ถนนแจ้งสนิท อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (บริเวณหอนาฬิกาเยื้องสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี)

                 -  โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อย ตั้งอยู่บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน

                 -  โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเวินบึก  ตั้งอยู่บ้านเวินบึก ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม

                 -  โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านนักรบไทย อำเภอสว่างวีระวงศ์  ตั้งอยู่บ้านโนนกุหลาบ ตำบล
บุ่งมะแลง กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์

                 -  โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสมพรรัตน์ อำเภอบุณฑริก ตั้งอยู่บ้านสมพรรัตน์ หมู่ ๑๐ ตำบลหนองสะโน อำเภอบุณฑริก

                 -  โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านหนองผักแว่น อำเภอโพธิ์ไทร ตั้งอยู่บ้านหนองผักแว่น

หมู่ ๙ ตำบลสารภี อำเภอโพธิ์ไทร

                 -  โครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บ้านโหง่นขาม บ้านดงนา ตำบลหนามแท่ง อำเภอศรีเมืองใหม่ บ้านปากลา ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม

          

  1. ข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษา

           พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ  พ.ศ. ๒๕๔๖ จัดโครงสร้างการบริหารราชการเป็น ๕  องค์กรหลัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคนั้น จังหวัดอุบลราชธานี  มีหน่วยงานที่จัดการศึกษา ดังนี้

           ๑. หน่วยงานทางการศึกษา สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ประกอบด้วย

๑.๑ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ได้ขอใช้หอประชุมโรงเรียนอุบลวิทยาคม ตั้งอยู่ที่ ๓๘๗  ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองอุบลราชธานี  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นสถานที่ทำการชั่วคราว  มีบุคคลากรมาปฏิบัติหน้าที่ จำนวน ๖๒  คน

                   ๑.๒ สำนักงานส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน  ๒๕  ศูนย์ มีจำนวนนักเรียน/นักศึกษา  ๓๗,๗๘๖  คน  จำนวนครู  ๕๑๙  คน

                        ๑.๓ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีสถานศึกษา จำนวน ๘๕  แห่ง  จำนวนนักเรียน  ๔๐,๐๖๘  คน  จำนวนครู  ๑,๙๐๙  คน

           ๒. หน่วยงานทางการศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ประกอบด้วย

                   ๒.๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1

รับผิดชอบการศึกษาในเขตพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอเขื่องใน อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอดอนมดแดง และอำเภอเหล่าเสือโก้ก มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น ๓๔,๗๐๓  คน จำนวนครู 2,202 คน จำนวนโรงเรียน 2๔๙ แห่ง และโรงเรียนสาขา 1 แห่ง มีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 32 แห่ง

 

 

                   ๒.2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๒

รับผิดชอบการศึกษาในเขตพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตระการพืชผล อำเภอกุดข้าวปุ้น อำเภอเขมราฐ อำเภอโพธิ์ไทร และอำเภอนาตาล มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น ๒๙,๕๒๖ คน จำนวนครู 2,022 คน จำนวนโรงเรียน 21๔ แห่ง และโรงเรียนสาขา 3  แห่ง และมีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  20  แห่ง

                   ๒.๓ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 รับผิดชอบ

การศึกษาในเขตพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอสิรินธร มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 35,๗๐๓ คน จำนวนครู 2,๑๗๘ คน จำนวนโรงเรียน 2๐๙ แห่ง
และมีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 9 แห่ง

                   ๒.๔ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4

รับผิดชอบการศึกษาในเขตพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง อำเภอสว่างวีระวงศ์
 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 18,๔๗๕ คน จำนวนครู 1,287 คน จำนวนโรงเรียน 147 แห่ง โรงเรียนสาขา 1 แห่ง และมีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 12 แห่ง

                   ๒.๕ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5

รับผิดชอบการศึกษาในเขตพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเดชอุดม อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย อำเภอ
น้ำยืน อำเภอทุ่งศรีอุดม และอำเภอน้ำขุ่น มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 4๖,๙๘๖ คน จำนวนครู 3,๐13 คน จำนวนโรงเรียน 25๔ แห่ง และมีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
18 แห่ง

                   ๒.๖  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี เขต 29

รับผิดชอบการศึกษาในเขตพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานศึกษาจำนวน 59 แห่ง และจังหวัดอำนาจเจริญ มีสถานศึกษาจำนวน 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 81 แห่ง โดยในจังหวัดอุบลราชธานี
จำนวนนักเรียนทั้งหมด 5๖,๙๗๔ คน และจำนวนครู 3,912 คน

                   ๒.7   ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 10 ประกอบด้วย

                             2.7.1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 10 อุบลราชธานี จำนวนสถานศึกษา  ๑  แห่ง  จำนวนนักเรียน/นักศึกษา   ๗๙๕  คน จำนวนครู ๙๔  คน

                             2.7.2 โรงเรียนปัญญานุกูล  จำนวน  ๑  แห่ง  จำนวนนักเรียน/นักศึกษา   ๔๑๓ คน จำนวนครู  ๓๑  คน

                             2.7.3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน  ๑  แห่ง  จำนวนนักเรียน/นักศึกษา  ๘๒๐  คน จำนวนครู ๕๖  คน     

                   ๒.8 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วย

                             2.8.1 สถานศึกษาสังกัด รัฐบาล  จำนวน  ๙  แห่ง  จำนวนนักเรียน/นักศึกษา  ๓,๘๑๓  คน จำนวนครู ๑,๑๒๑  คน

                             2.8.2 สถานศึกษาสังกัด เอกชน  จำนวนสถานศึกษา  ๑๖  แห่ง  จำนวนนักเรียน/นักศึกษา   ๑๗,๙๔๙  คน จำนวนครู ๓,๙๓๔  คน

 

 

 

            ๓. หน่วยงานทางการศึกษา สังกัดส่วนราชการอื่น ๆ นอก ศธ.  ประกอบด้วย

                   ๓.๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน  ๘  แห่ง จำนวนนักเรียน  ๗๐๑  คน จำนวนครู  ๗๓  คน

                   ๓.๒  โรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี  จำนวน  ๑  แห่ง จำนวนนักเรียนนักศึกษา ๓๗๕  คน จำนวนครู  ๑๖  คน

                   ๓.๓  สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี  จำนวน  ๒๖  แห่ง จำนวนนักเรียนนักศึกษา ๒,๖๐๙  คน จำนวนครู  ๓๐๗  คน

                   ๓.๔  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี   จำนวน  ๒  แห่ง จำนวนนักเรียนนักศึกษา  ๑,๐๑๐  คน จำนวนครู  ๒๒๖  คน

                   ๓.๕  สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา  จำนวน  ๖  แห่ง จำนวนนักเรียนนักศึกษา ๓๕,๖๓๑  คน จำนวนครู  ๒,๗๓๑  คน

 

ตารางที่  ๒  จำนวนโรงเรียน ครู นักเรียน และห้องเรียน จำแนกตามสังกัด ในจังหวัดอุบลราชธานี

หน่วยงาน

สถานศึกษา

ครู

นักเรียน

ห้องเรียน

๑.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

   ๑.๑ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี

   ๑.๒ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

   ๑.๓ สำนักงานส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย

         ๑.๓.๑ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)

 

 

๘๕

 

๒๕

 

 

1,๙๐๙

 

5๑๙

 

 

 

40,๐๖๘

 

๓๗,๗๘๖

 

 

๑,๑๔๕

รวม

110

2,428

77,854

1,145

๒. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

       ๒.1 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1

       ๒.2 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2

       ๒.3 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3

       ๒.4 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4

       ๒.5 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต5

       ๒.6  เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29(อุบลราชธานี)

      2.๗  ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 10

             2.๗.1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 10 อุบลราชธานี

             ๒.๗.๒ โรงเรียนอุบลปัญญานุกูล

             ๒.๗.๓ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32

      ๒.๘ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

           ๒.๘.๑ สังกัด รัฐบาล

           ๒.๘.2 สังกัด เอกชน

 

 

251(1)

214(3)

211

147(1)

256

59

 

 

1

1

1

 

๑๖

 

 

2,202

2,022

2,๑๗๘

1,287

3,113

3,912

 

 

94

31

       56

 

๑,๑๒๑

๓,๙๓๔

 

 

34,703

29,526

35,703

18,475

46,986

56,978

 

 

795

413

       820

 

๓,๘๑๓

๑๗,๙๔๙

 

 

2,266

1,953

2,065

1,315

2,626

    1,633

 

 

-

40

27

รวม

1,171

19,950

246,261

11,925

หน่วยงาน

สถานศึกษา

ครู

นักเรียน

ห้องเรียน

๓. หน่วยงานทางการศึกษา สังกัดส่วนราชการอื่น ๆ

(นอก ศธ.)

            ๓.๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

                 ๓.๑.๑  องค์การบริหารส่วนจังหวัด

                 ๓.๑.๒ เทศบาลนคร/เทศบาล/เทศบาลตำบล

                 ๓.๑.๓ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

             ๓.๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                 ๓.๒.๑ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

             ๓.๓ การท่องเที่ยวและกีฬา ฯ

                 ๓.๓.๑ โรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี

             ๓.๔ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี

             ๓.๕ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี

             ๓.๖ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

                ๓.๖.๑ สถาบันอุดมศึกษา

 

 

 

๑๙

๑๒

๘๙๗

 

 

๒๖

 

 

 

 

๕๑๗

๑๙๐

๑,๑๓๖

 

๗๓

 

๑๖

๓๐๗

๒26

 

2,7๓๑

 

 

 

๕,๑๕๒

๙,๔๒๑

๔๑,๔๓๐

 

๗๐๑

 

๓๕๗

๒,๖๐๙

๑,๐๑๐

 

35,๔๓1

 

 

 

 

 

 

 

28

 

12

 

รวม

971

5,196

96,111

40

รวมทั้งสิ้น

2,2๕๒

๒๗,๕74

420,226

๑๓,๑๑๐

 

 

ตารางที่ ๓ ข้อมูลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 255๙ ที่ศึกษาต่อและ
ไม่ศึกษาต่อ

รายการ

ชาย

หญิง

รวม

ศึกษาต่อม.4 โรงเรียนเดิม

2,829

4,171

7,000

ศึกษาต่อม.4 โรงศึกษาอื่น ในจังหวัดเดิม

1,650

2,306

3,956

ศึกษาต่อม.4 โรงศึกษาอื่น ในต่างจังหวัด

122

137

259

ศึกษาต่อม.4 โรงศึกษาอื่น ใน กทม.

4

15

19

สถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล

1,158

840

1,998

สถาบันอาชีวศึกษาของเอกชน

101

90

191

ศึกษาต่อสถาบันอื่นๆ

798

635

1,433

ไม่ศึกษาต่อทำงานภาคอุตสาหกรรม

33

16

49

ไม่ศึกษาต่อทำงานภาคการเกษตร

95

39

134

ไม่ศึกษาต่อทำงานค้าขาย ธุรกิจ

4

2

6

ไม่ศึกษาต่อ ทำงานบริการ

1

 -

1

ไม่ศึกษาต่อทำงานรับจ้างทั่วไป

61

22

83

ไม่ศึกษาต่อทำงานอื่น ๆ

247

94

341

บวชในศาสนา

8

 -

8

ไม่ประกอบอาชีพและไม่ศึกษาต่อ

2

4

6

อื่นๆ

155

105

260

 

ตารางที่ ๔  ข้อมูลจำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 255๙  ศึกษาต่อและไม่ศึกษาต่อ

รายการ

ชาย

หญิง

รวม

มหาวิทยาลัยของรัฐ

1,914

4,064

5,978

มหาวิทยาลัยเปิดของรัฐ

109

125

234

มหาวิทยาลัยของเอกชน

24

69

93

สถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล

184

147

331

สถาบันอาชีวศึกษาของเอกชน

3

4

7

สถาบันพยาบาล

4

23

27

สถาบันทหาร

15

15

สถาบันตำรวจ

1

1

สถาบันอื่นๆ

417

811

1,228

ทำงานรัฐวิสาหกิจ

2

3

5

ภาคอุตสาหกรรม

65

128

193

ภาคการเกษตร

45

37

82

ค้าขายธุรกิจ

19

31

50

งานบริการ

13

23

36

รับจ้างทั่วไป

104

132

236

บวชในศาสนา

1

1

2

ไม่ประกอบอาชีพและไม่ศึกษาต่อ

8

15

23

อื่นๆ

313

453

766

รวมทั้งสิ้น

3,241

6,066

9,307

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ ๑  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET)  ป.6

 

 

 

 

ภาพที่  ๒  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ม.3 

 

 

 

ภาพที่ ๓  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)  ม.6

 

 

 

 

 

ภาพที่ ๔  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (N-NET)  ระดับประถมศึกษา

 

ภาพที่ ๕  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (N-NET)  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

 

 

 

ภาพที่ ๖  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (N-NET)  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

 

ภาพที่ ๗  เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (V-NET) 

 

 

                               

 

 

 


          

 


 

 

 

 

   
     
     
     

กำรประเมินการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ 

ครั้งที่ ๑ ภำคเรียนที่ ๒ ปีกำรศึกษำ ๒๕๖๐

1.เครื่องมือประเมินการอ่านและการเขียน ป.๑-ป.๖.rar

2.เครื่องมือประเมินการรู้เรื่องการอ่าน PISA.rar

3.หนังสือสอบส่งโรงเรียน.pdf

4.หนังสือสอบส่งโรงเรียน.rar

ลิขสิทธิ์ © 2562 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี. สงวนลิขสิทธิ์.
จูมล่า เป็นซอฟต์แวร์เสรีเผยแพร่ภายใต้เงื่อนไข GNU General Public License.
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี
ที่ตั้ง  อาคารสำนักงานศึกษาธิการภาค 13  
ถนนคลังอาวุธ  ตำบลขามใหญ่  อำเภอเมืองฯ  จังหวัดอุบลราชธานี  34000 
ทร.  0 4595 9660  
โทรสาร  0 4595 9660 ต่อ 0
admin:wasawat@ubon2-ed.go.th